รักยม — เครื่องรางคู่ในขวดน้ำมัน
11/09/2026
รักยมเคยเป็นเครื่องรางที่คนไทยคุ้นตาที่สุดอย่างหนึ่ง พ่อค้าแม่ขายพกติดตัว ร้านขายของวางไว้ข้างลิ้นชัก แผงลอยกับรถเข็นก็มี เห็นกันจนชินตามาเนิ่นนาน
แต่พอถามว่ารักยมคืออะไรกันแน่ ต่างจากกุมารทองตรงไหน ทำไมต้องมาเป็นคู่ ทำไมต้องแช่น้ำมัน — คำตอบที่ได้ยินกลับกระจัดกระจาย และหลายครั้งก็เป็นเรื่องน่ากลัวเสียด้วย
ผมอยากเล่าเรื่องรักยมตั้งแต่ต้น จากครูที่สืบวิชามา จากตำราเก่า และจากสิ่งที่ตัวเองได้เห็นมากับตา
ครูผู้สืบวิชา
หลวงปู่พล วัดวังยายหุ่น ท่านเป็นพระพลังจิตแก่กล้าและคงแก่เรียน วิชารักยมของท่านสืบมาจาก หลวงปู่ครื้น อมโร วัดสังโฆ

หลวงพ่อพล ปุญญกาโม วัดวังยายหุ่น จ.สุพรรณบุรี
จำได้ว่าครั้งแรกที่ไปพบท่าน เราก็ได้เห็นความมหัศจรรย์ทางจิตของท่านเสียแล้ว
ระหว่างเดินทาง ผมคุยกับคุณชาญพลถึงกิตติศัพท์ต่าง ๆ ที่ได้ยินมา และวิชาดีที่หมายตาไว้ วิชานี้ก็ดี วิชานั้นก็น่าเรียน แล้วท่านจะเมตตาสอนไหม
พอได้สนทนากับท่านจริง ๆ เรื่องที่พูดกันเองในรถ ท่านเหมือนจะรู้เห็นกับเราด้วย วิชาในลิสต์ที่หมายใจไว้ ท่านบอกเล่าออกมาเอง
วิชาหนึ่งที่ผมสนใจมากคือวิชารักยม ท่านก็เมตตาเล่าให้ฟัง และบอกว่าต้องเสกน้ำมันหอมต่างหากอีกด้วย
น้ำมันที่ฟูล้นออกมาจากขวด
พี่ น. เอาน้ำมันเก้ากลิ่นที่ติดตัวมาให้หลวงพ่อดู ท่านเปิดฝาดมกลิ่น แล้วกำหนดจิตเป่าคาถาลงไป
สักครู่ น้ำมันนั้นมีลักษณะเหมือนฟู ผุดพรายออกมาล้นจากขวด พวกเราหลายคนเห็นก็ตกใจ ท่านเอาน้ำมันที่ฟูออกมานั้นลูบหัวพี่ น.
ลักษณะของน้ำมันเหมือนฟองเบียร์ที่ฟูล้นออกมา ไม่ใช่การกระฉอกหรือหกแต่อย่างใด
วันนั้นเราแจ้งหลวงปู่ว่าจะหาน้ำมันเก้ากลิ่นมาทำรักยมให้ท่านเสก ท่านอนุญาต เราจึงลงหุ้นกันซื้อน้ำมันหอมมาเก้าชนิด โดยไม่ต่อรองราคาตามเคล็ด แล้วเอามาผสมแบ่งกัน

ขวดน้ำมันที่หลวงปู่ท่านเสกไว้ เป็นน้ำมันสำหรับทำรักยมโดยตรง
เรื่องของพี่ น.
คราวต่อมาเราเดินทางไปวัดท่านอีก ระหว่างทางพี่ น. บ่นให้ฟัง
พี่ น. แกเป็นคนดูแลหอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง แกว่าอาทิตย์นี้แปลก ทั้งสาว สาวแก่ และนักศึกษา มาชะม้อยชะม้ายชายตาให้ ยิ้มให้ ออเซาะ เป็นเชิงทอดสะพานทั้งอาทิตย์ ประมาณว่า "กูก็ไม่ได้หล่ออะไรมากมาย"
เพื่อนที่ไปด้วยฉุกคิดขึ้นมาได้ ท้วงว่า — อาทิตย์ก่อน หลวงปู่เอาน้ำมันลูบหัวให้พี่ น. คนเดียวด้วยนะ
แกนึกขึ้นมาได้ ยกมือท่วมหัว เพราะเห็นจริงอย่างนั้น
น้ำมันที่ทะลุฝ่ามือ
อีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นผมไปเขียนตะกรุดช่วยหลวงปู่ ท่านอารมณ์ดี มานั่งเล่นดูด้วย มีคนเอาน้ำมันหอมมาให้ท่านดู
ท่านให้แบมือ แล้วเอานิ้วแตะน้ำมันเจิมลงฝ่ามือให้ เป่าพรวดเดียว ท่านให้หงายดูหลังมือ — น้ำมันมันทะลุไปเยิ้มอยู่หลังมือให้เห็นจะ ๆ ตา
โอ นี่หรือปัดตลอด… ความวิเศษของผู้สำเร็จผง
ท่านหัวเราะ "มันง่าย ๆ… แค่นะโมพุทธายะ"
ท่านใช้เวลาเนิ่นนานกับเครื่องรางทุกชิ้น ผมเองจึงติดนิสัยเสกของยาว ๆ จนมั่นใจแล้ว มั่นใจอีก และมั่นใจเรื่อยไป ตามรอยครู
รักยม…ของเลวร้าย?
เรื่องเล่าขานของรักยมในทางที่ดีมีให้ฟังไม่ขาดสาย ทั้งคุณทางด้านเมตตาค้าขาย ดลจิตใจ และความมีตัวตน จนกลายเป็นของที่คนนิยมสมชื่อ
แต่แล้วก็มีการนำรักยมมาเร่ขายในวงปาหี่ คนนิยมกันมาก จนพ่อค้าหัวใสทำจากวัสดุง่าย ๆ ใส่น้ำมันราคาถูกลงขวดปลอมขาย โดยไม่ผ่านพิธี ของแบบนั้นก็มีมากตามกันมา
นั่นยังไม่น่ากลัวเท่าการสร้างรักยมที่แผลงออกนอกทาง
ในยุคหนึ่ง อันเป็นยุคขาดช่วงของเกจิผู้ทรงตำรา มีผู้ผลิตรักยมออกมาตอบรับความต้องการของตลาด ด้วยกรรมวิธีที่เปรอะเปื้อน จึงเกิดประสบการณ์ที่น่ากลัวของรักยมขึ้น
นั่นคือที่มาของสารพัดเรื่องเล่าด้านลบ จนการเลี้ยงรักยมกลายเป็นการเลี้ยงผีที่มีคุณน้อย โทษมาก
เรื่องของจ่าเบลกับจ่าแพน
ผมอยากเล่าเรื่องหนึ่งที่เกิดกับคนใกล้ตัว
ปี 2548 เบลเป็นนักเรียนจ่าอากาศปีสอง เบลเป็นคนรักเรื่องของขลังมาแต่เด็ก จึงสนิทกับจ่าแพนที่เป็นคนอีสานบ้านเฮาและนิยมของขลังพอ ๆ กัน ยามมีโอกาสออกจากโรงเรียนจ่า ทั้งสองก็มักจะแสวงหาของดี
ตอนนั้นทั้งคู่ไปแผงพระแห่งหนึ่งที่รังสิต บ่าวแพนเกิดเตะตากับวัตถุมงคลอันหนึ่งที่อยู่ในขวดน้ำมันจันทน์ คนขายโฆษณาว่าเพิ่งได้รักยมนี้มาสองสามวัน จากเจ้าของเดิมที่ไม่สบายใจ เพราะลูกน้อยของเขาเห็นเด็กมาเล่นด้วย
แพนจึงขอบูชาต่อ แล้วพูดว่า "มาอยู่กับพ่อนะ มาหาอยู่หากินด้วยกัน"

ขวดรักยมมักพันเชือกไว้ให้ห้อยพกพาติดตัวไปค้าขายได้
วันแรกที่ได้มานั้น สองว่าที่จ่าก็กลับเข้าโรงเรียนเพราะติดเวร ออกเวรเสร็จ ขณะบ่าวแพนจะนอน แอบฟังซาวด์อะเบาท์เคลิ้ม ๆ ก็เห็นเด็กผมจุกเดินมาข้างเตียง บอกว่า "พ่อ ๆ ลูกจะมาอยู่ด้วย"
ขณะนั้นแพนนึกว่าเป็นความฝัน จึงตอบไปว่า "เออ ๆ อยู่ด้วยกันแหละ แต่อย่าเพิ่งมากวนพ่อ พ่อเพิ่งออกเวรมา อยากจะพัก"
อารมณ์ยังเคลิ้ม ๆ อยู่ เสียงซาวด์อะเบาท์ก็ดังขึ้น แพนจึงรู้ตัวว่าไม่ใช่ความฝันเสียแล้ว — เด็กคนนั้นก็ยังยืนอยู่ต่อหน้า
ได้สติก็ตกใจ รีบกระโดดปีนขึ้นเตียงชั้นสองไปหาจ่าเบล แล้วระล่ำระลักบอกว่าผีรักยมมาหา
จ่าเบลตั้งข้อสังเกตว่ารักยมต้องมาเป็นคู่ คงจะเหน็ดเหนื่อยและฝังใจมากกว่า จึงไล่ให้เพื่อนกลับไปนอน
สองนาทีต่อมา เด็กอีกคนก็วิ่งแจ้นมาหา ตะโกนว่า "พ่อกูอยู่ไหน"
แพนตกใจมาก กระโดดขึ้นไปขอนอนกับจ่าเบลถึงเช้า

ภาพเก่าเด็กชายไว้ผมจุกยืนคู่กัน — เค้าโครงที่ช่างใช้เป็นแบบในการแกะรักยมมาแต่เดิม
จากนั้นเป็นต้นมา คนในกองร้อยก็พบเห็นเด็กคู่นี้กันเรื่อย ๆ โดยไม่มีใครรู้เรื่องที่สองสหายแอบเอารักยมมาเลี้ยงในโรงนอน บางรายเห็นเด็กเดินไต่ไปไต่มาบนสายมุ้ง
จ่าคิวก็อีกราย ที่มักแอบโทรศัพท์หาสาวช่วงตีหนึ่งตีสอง ก็เจอเด็กคู่นี้บ่อย ๆ แล้วเอาไปเล่าว่ากองร้อยเรามีผี
เรื่องนี้เข้าหูจ่าเวร จึงเรียกประชุมกองร้อยว่าใครเอาอะไรมาเลี้ยงหรือมีใครทำอะไร ก็ให้เอาออกหรือเลิกเสีย เพราะเพื่อน ๆ จะกลัว แต่เมื่อไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป สองสหายก็ยังคงแอบเลี้ยงรักยมขวดนี้ต่อไปจนจบการศึกษา
บทสรุปที่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
แพนได้รับการบรรจุงานที่จังหวัดบ้านเกิด เขาเลี้ยงรักยมด้วยความตั้งใจ และหาอาชีพเสริมทำมาค้าขาย
ที่น่าแปลกใจของเขาเองคือ เขาไม่เคยมีประสบการณ์ในการค้าขายมาก่อนเลย สิ่งที่ทำคือเขามักบอกกล่าวกับลูกรักยมถึงความต้องการที่จะขายของให้ได้ยอดดีขึ้นเรื่อย ๆ
ปัจจุบันธุรกิจของจ่าแพนเติบโตขึ้นมาก ขยายเปิดหอพัก ร้านอาหาร ขับรถราคาแพง มีฐานะเข้าขั้นเศรษฐีได้เลย เขาเชื่อว่าของเหล่านี้ได้มาเพราะรักยมขวดละสองร้อยห้าสิบบาทที่เขาบูชาในวันนั้น
ผมได้สอบถามจนพอสันนิษฐานได้ว่ารักยมนี้เกจิท่านใดเป็นผู้สร้าง และจากที่ได้ค้นคว้ามา ผมพบว่ารักยมที่ทำตามตำราเก่า ไม่ได้มีโทษอันเกิดจากตัวรักยมเอง ยิ่งผู้ใช้ใช้เป็น ใช้จริง ก็ยิ่งเกิดเป็นผลดี อย่างกรณีของจ่าแพน
รักยมกับกุมารทอง ต่างกันอย่างไร
คำถามนี้จัดเป็นคำถามยอดฮิต และมีหลายความเห็น ซึ่งก็ตอบได้หลายแง่มุม ผมจึงขอตอบในมุมที่แผกออกไป
ผมมักใช้มุมเชิงสัญลักษณ์ ดูจากคัมภีร์เดิม จากรากเดิม เพื่อหา raison d'être หรือเหตุผลของการมีอยู่
รักยมกับกุมารมีข้อเหมือนกันคือ ทั้งสองเสมือนมีจิตวิญญาณ
กุมารทองตามแบบโบราณจริง ๆ ก็ตามเรื่องขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่เอาเด็กมาทำ หรือให้ดีขึ้นก็คือคติลูกกรอก ที่เป็นเรื่องคลอดลูกออกมาเป็นลูกกรอก ทั้งสองนี้คงมาจากความคิดแบบเดียวกัน
ตำรา "ตุ๊กตาทอง" กับการเฝ้าบ้าน
ส่วนกุมารทองที่ทำเป็นองค์บูชานั้น อาจเป็นของไม่นานมานี้
ต้นแบบที่ดูจะเก่ากว่าเพื่อนและร่วมสมัยพอจะหาที่มาได้ คือกุมารทองของหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม เริ่มแรกท่านทำจากดินเป็นรูปตุ๊กตา เมื่อได้รับความนิยม เกจิต่าง ๆ จึงดัดแปลงออกไปอีกมากมาย จนกระทั่งเป็นรูปหล่อโลหะ
ตำราของท่านเดิมคือตำรา "ตุ๊กตาทอง" ที่มีจุดมุ่งหมายให้เฝ้าเคหสถาน จึงมีลักษณะเป็นเหมือนพยนต์ในเบื้องแรก เมื่อผู้คนรับรู้ถึงการมีอยู่ในแง่จิตวิญญาณ จึงคลี่คลายใช้ไปในหลายทาง จนมาเป็นกุมารทองในคอนเซปต์ปัจจุบัน
แน่ชัดว่ากุมารต้นแบบนี้มีไว้เฝ้าบ้านเฝ้าสวน ที่นิยมวางกุมารไว้ในสถานที่นั้น และเมื่อเป็นเนื้อดิน ก็ไม่ทนทาน คอหักง่าย ขนาดใหญ่จึงไม่เหมาะแก่การพกพา คนชั้นหลังจึงเรียกให้จิตวิญญาณนั้นไปด้วยกัน
อ่านจากท่ามือ
กุมารสำนักนี้จะมีรูปแบบชัดเจน คือแบมือออกไปข้างหน้า เสมือนเป็นการห้าม — อย่าเข้ามานะ

กุมารทองแบมือออกไปข้างหน้า — ท่าห้าม ต่างจากนางกวักที่กวักเรียกให้คนเข้ามา
มือจะแตกต่างกับนางกวัก (แม้ในสำนักเดียวกันก็ตาม) ที่มีลักษณะกวักเรียก เชิญชวนให้คนเข้ามาหา มาอุดหนุน
แล้วรักยมเล่า?
รักยมเป็นไม้ ทนทานกว่า บรรจุในขวดน้อยกะทัดรัด มีน้ำมันหล่อกันแตกหัก วัตถุประสงค์คือให้พกพา เดินทางค้าขาย ขวดจึงมักพันเชือกไว้ห้อยติดตัว
ตำราหลักมักพบว่าให้ทำมือกำ "ประหนึ่งจะชกมวย" เป็นสัญลักษณ์ทางปกป้อง ป้องกัน และอาจเป็นท่าทารก
เมื่อประกอบกับไม้รัก ไม้ยม และน้ำมันหอม จึงถูกตีความไปในทางความรักความนิยม
ผมขอไม่สรุปนะครับ ผมสำรวจในอินเทอร์เน็ต หลายคนว่ากุมารค้าขายดีกว่า รักยมดีทางเฝ้าที่เฝ้าทาง ท่านอาจมีความเห็นดังนั้นได้ตามประสบการณ์นิยม ส่วนตัวผมเห็นแย้งตามที่ได้ว่ามาข้างต้น
น้ำมัน คือน้ำทูนหัว
รักยมมีลักษณะคล้ายอิ่น กล่าวคือมีคนเป็นคู่ และมีน้ำมันหอม
รักยมยังชวนให้คิดอีกหลายข้อเกี่ยวกับมนุษย์แรกเกิด

กุมารสองตนในขวด รอน้ำมันหอมที่จะหล่อเลี้ยงไว้
กุมารสองตนในน้ำมัน แม้มีจุก ใส่โจง แต่ยังกำมือ
เด็กในครรภ์มารดาถ้วนทศมาส มีท่างอตัวกำหมัดใต้คาง หันหน้าเข้าหากระดูกสันหลังของผู้เป็นแม่ และมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่โดยรอบ
น้ำมันนี้เองที่นำมาจุณเจิมเป็นเมตตาเสน่ห์
อีกเหตุผลหนึ่ง รักยมตั้งใจให้พกพาไปค้าขาย จึงใช้น้ำมันหล่อไว้กันกระทบ ซึ่งเหมือนน้ำทูนหัว น้ำประทัง ในครรภ์มารดาที่ปกป้องลูก
น้ำมันจึงสำคัญ

รักยมแช่อยู่ในน้ำมัน — ทั้งกันกระทบ และเป็นน้ำมันสำหรับจุณเจิม
เครื่องดองน้ำมัน
ทุกครั้งที่ผมจะสร้างเครื่องราง ผมมักจะทำรีเสิร์ชจากโลกออนไลน์ก่อน แม้ในโลกออนไลน์ไม่อาจให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือในเชิงวิชาการได้ แต่มันแสดงถึงค่านิยม การรับรู้ และความคาดหวังของสังคมได้ว่า เขาทั้งหลายมีความเชื่อเรื่องรักยมไปทางใดบ้าง
ข้อที่เห็นง่ายที่สุดคือ รักยมมาเป็นแพ็กคู่ และมากับน้ำมันจันทน์ น้ำมันหอมนี้จึงนำมาจุณเจิมทางเมตตามหานิยมได้ — อันนี้กุมารไม่มี
น้ำมันเขาแช่รักยมที่มีความเป็น "เนื้อไม้" ครั้งนี้ผมจึงอยากปรุงน้ำมันขึ้นจากเนื้อไม้เช่นกัน ที่อำนวยไปในทางเมตตามหานิยม ค้าขายหงายมือ
ไม้กาหลง
หลายปีก่อน พี่เจี๊ยบมาเยี่ยมผมที่บ้าน มีของหายากมาฝาก คือไม้กาหลงจากกาหลงต้นสำคัญตามตำรา ที่สำคัญคือเป็นส่วนรากเสียด้วย

หน้าตัดไม้กาหลงที่ได้รับมา
เมื่อสามสิบปีก่อน พบกาหลงต้นหนึ่งที่จังหวัดกาญจนบุรี มีลักษณะตามตำรา คือมีนกและกาพากันมาหลงใหลอยู่ที่ต้น หลงจนตาย จนมีซากนกตายเกลื่อนอยู่ใต้ต้น
ต้นนี้เฮี้ยนมาก อาจารย์ท่านหนึ่งได้นำมาทำเครื่องราง จนมีประสบการณ์โด่งดังในตอนนั้น พี่เจี๊ยบได้มาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่มีโอกาสได้เก็บไว้

รากกาหลง — ส่วนที่ตำราให้ความสำคัญ
ผมรับไว้ ในใจคิดว่าจะได้สร้าง "เทวากาหลง" ไว้สักครั้งในชีวิต
เทวากาหลง นั้น ท่านจะแกะไม้กาหลงเป็นนางฟ้าและเทวดา แช่ไว้ในน้ำมันจันทน์เช่นกัน — เหมือนรักยมเสียจริง
ครั้งนี้ผมจึงนำไม้กาหลงชิ้นนี้มาแช่น้ำมัน เสกด้วยคาถาสองบทที่มีคุณทางเมตตาค้าขาย คือบทเทพรำลึกและเทพรัญจวน น้ำมันนี้เขานำไปทำเทวากาหลง ผมพิจารณาว่านำมาเสกน้ำมันรักยมได้ ไม่ขัดกัน ไม่เสียรสชาติแต่ประการใด
พี่เลี้ยงทั้งสี่
เมื่อวางแนวคิดว่าน้ำมันต้องมาจากเนื้อไม้ ผมจึงให้ความสนใจกับการดองน้ำมันหอมเป็นพิเศษ ของที่ใช้มีดังนี้
ไม้กาหลง ต้นที่เล่าไปข้างต้น
ไม้รักซ้อนตายพราย
ไม้มะยมตายพราย
ดอกและใบรักซ้อน
กาฝากรัก กาฝากยม กาฝากมะรุม กาฝากกาหลง

ดอกและใบรักซ้อน
กาฝากผมเอาเท่านี้ แทนพี่เลี้ยงทั้งสี่

กิ่งที่มีกาฝากเกาะ — หนึ่งในเครื่องดองน้ำมัน
พอเห็นแนวว่า ครูเก่าจะเน้นเสกตัวกุมารรัก ยม และน้ำมันหอมต่างหากด้วยเช่นกัน
แล้วรักยมเป็นผี หรือเป็นเทวดา
อีกคำถามที่พบบ่อยคือ รักยมเป็นผี หรือเทวดา หรืออะไรกันแน่ — ที่แน่ ๆ คือไม้
ผมขอดูก่อนว่าควรมีความเห็นไหมครับ บางเรื่องควรเผย บางเรื่องควรนิ่งเฉย

รักยมคู่หนึ่ง — ของที่คนไทยคุ้นตามาเนิ่นนาน
ยุคนี้เรามูกันแบบไร้ที่มา แต่ก็ทำให้เราเห็นพัฒนาการทางความเชื่อ
อาจบางที จินตนาการสำคัญกว่า… ก็เป็นได้
หมายเหตุ: เรื่องเล่าและประสบการณ์ทั้งหมดในบทความนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้พบเห็นและได้ฟังต่อกันมา บันทึกไว้ตามที่เป็น มิได้เป็นการรับประกันผลแต่อย่างใด