วัวธนูอ้ายกำพร้า (ผีน้อย) — วัวทางค้าขายขันแข่ง
11/09/2026
วัวธนูเป็นเครื่องรางที่คนอีสานคุ้นชื่อกันดี แต่ถ้าถามต่อว่ามีกี่ตำรา แต่ละตำราต่างกันตรงไหน ท่านให้ใช้ทางไหน — ตรงนี้คนตอบได้ไม่มากนัก
บทความนี้ผมจะเล่าถึงวัวธนูอีกตำราหนึ่ง ที่เรียกกันว่า "อ้ายกำพร้า" ตั้งแต่ที่มาในนิทาน ครูที่สืบวิชามา วันที่ได้ต่อมือครู ไปจนถึงอุปเท่ห์ในตำราว่าท่านให้ใช้อย่างไร

วัวธนูเขาแกะ ตำราอ้ายกำพร้า — ขนาดพอดีฝ่ามือ
วัวทางค้าขายขันแข่ง
เป็นวัวธนูอีกตำราที่นิยมแต่โบราณ แพร่หลายในอีสาน ล้านช้าง ล้านนา
วัวตำรานี้ ผมเคยแกะเขาวัวให้หลวงปู่ญาท่านเภา เมตตาเสกให้ใช้กันเอง เป็นงัวธนูที่น่าใช้ เพราะตำรานี้เน้นค้าขาย แข่งขัน

ดูรอบตัว — หัว ลำตัว เขา และท่ายืน
ปีนี้ดูท่าสภาพเศรษฐกิจไม่ดีนัก ผมคิดว่าจะทำวัวธนู "อ้ายกำพร้า" ออกมา น่าจะเหมาะกับยุคข้าวยากหมากแพง
จริง ๆ อยากจะทำวัวพันช่องรุ่น ๔ รุ่นสมบูรณ์ แต่มานึกว่าวัวธนูอ้ายกำพร้านี้ ไม่ค่อยมีใครสร้างในรอบสี่ห้าปีนี้นัก แม้ถูกนำมาสร้าง ก็โปรโมทเป็นวัวทางปราบไปเสีย จนเสียรสหลักไป
แม้ตำรานี้ไม่ได้ระบุให้ทำในเพ็งอังคาร แต่เพ็งอังคารกลายเป็นวาระวัวธนูส่วนตัวของผมไปแล้ว

แกะเสร็จแล้ว รอเข้าพิธี
ที่มาของชื่อ — ท้าวกำพร้าผีน้อย
ที่เรียกว่า "อ้ายกำพร้า" ครูท่านอธิบายว่าเป็นวัวธนูของท้าวกำพร้าผีน้อย อันเป็นตัวเอกในนิทานเรื่องท้าวกำพร้าผีน้อย เรื่องนี้นิยมเล่ากันปากต่อปาก
ครั้งแรกที่ได้ฟัง ฟังจากพระอาจารย์ที่สอนศีลธรรมในโรงเรียน ท่านก็มีเทคนิคการสอน ท่านว่าถ้าไม่ดื้อ ท้ายชั่วโมงจะเล่าให้ฟัง ท่านแบ่งเล่าห้าตอน เพื่อน ๆ ในห้องต่างเป็นเด็กดีเพราะติดงอมแงม
ควรจะเล่านิทานสักเล็กน้อย ให้เห็นภาพว่าวัวนี้ดีอย่างไร ขอเล่าในเวอร์ชันครูศีลธรรมแบบย่อนะครับ มีหลายเวอร์ชัน อ่านมาก็ต่างเพี้ยนกันไป
นิทานฉบับย่อ
นิทานเหล่านี้โดนจับให้เป็นชาดกนอกนิบาต เป็นนิทานสอนคนที่อ้างว่าเป็นพระชาติของพระพุทธเจ้า
เมื่อนั้น ท่านเสวยชาติเป็นท้าวกำพร้า เด็กยากจน ไร้พ่อแม่ หน้าตาก็ขี้ริ้ว ชาวบ้านรังเกียจ เลยหลอกให้ไปทำนาทำไร่ในที่ผีดุ
เขาเจอกับยายเฒ่าจำสวน — บางเวอร์ชันว่าเป็นผี บ้างแปลว่ายายเฒ่าที่เฝ้าสวนให้พระราชา ท้ายนี้นิยมเอาไปเล่าในจักร ๆ วงศ์ ๆ เสมอ
ยายเฒ่าจำสวนดึงขนเพชรให้ท้าวกำพร้า เป็นของวิเศษ ทำเป็นแร้วดักสัตว์ได้
ยามนั้นข้าวและพืชไร่ออกผลออกรวงงาม เป็นที่กระสากลิ่นแก่สรรพสัตว์ จะดักไซ ปลาก็โดนขโมย นายกำพร้าเลยดักแร้วไว้เพื่อจับหัวขโมย จับได้สัตว์ต่าง ๆ
ตัวแรก ที่ถูกแร้วดักจับ คือวัวอุสุภราช (ชื่อซ้ำกันมากครับ ถ้ามีวัวมักใช้ชื่อนี้เลย) วัวร้องขอชีวิต เลยถอดเขาให้ บอกค้ำคูณ
ตัวที่สอง จับได้ช้าง ช้างอ้อนวอน ถอดงาให้ งานี้มีนางเอกอาศัยอยู่ (เหมือนโสนน้อยเรือนงาม) มาแอบปรนนิบัติพระเอก พระเอกจับได้ ทุบงาทิ้ง แล้วจับทำเมีย
ตัวที่สาม จับได้อีเห็น
ตัวที่สี่ จับได้เสือ
ตัวที่ห้า จับได้นาค บ้างว่าครุฑ บ้างว่าช้างน้ำ
สุดท้าย จับได้ผีน้อย เลยได้ผีน้อยเป็นบริวาร
ท้าวกำพร้าได้ของค้ำคูณก็ร่ำรวย ข่าวว่าเมียสวยเข้าหูพระราชา พระราชาอยากได้นางงามาเป็นเมีย จึงออกอุบายพนันแข่งขันต่าง ๆ โดยเอาเมืองและเมีย (นางงา) มาเป็นเดิมพัน
ตอนแข่งตีไก่ อีเห็นก็แปลงร่างมาแข่ง กัดคอไก่ขาด
พอแข่งวัวชน เสือก็แปลงตัวมาชนกับวัว แอบตะปบจนวัวพระราชาตาย
แข่งเรือ พระยานาคก็มาแข่ง และมากินคนกินพระราชาจนพ่ายแพ้
พระราชาตายก็มีภาคต่ออีก ผีพระราชาให้เอาบ่างมาเรียกขวัญนางงาให้ตาย ท้าวกำพร้าและผีน้อยแก้ไขได้ จึงตัดลิ้นบ่างออก เป็นที่มาเรื่องบ่างไม่มีลิ้น ลิ้นบ่างกลายเป็นใบพลู
และบางสายวิชาเอาลิ้นอันน้อยนิดของบ่างมาทำเครื่องราง ใช้ทางกู่ขวัญ เช่นแหวนและตะกรุด (ใครมีลิ้นบ่าง ยินดีทำให้แบ่งกันใช้เด้อ)
ท้ายสุดทั้งคู่ก็ครองรักกันตราบเท่านาน…
น่าจะพอหาอ่านได้ เช่นสำนวนของธรรมขันธ์ เห็นว่าปราชญ์อีสานก็ได้เผยแพร่กันหลายสำนวน
แล้วเขาวัวมาจากไหน
เขาวัว — ในเรื่องไม่เห็นว่าเวอร์ชันไหนเอามาแกะวัว อันนี้คงเป็นมุขปาฐะในสาย เมื่อเป็นเขาที่วัวถอดให้ บางสายจึงใช้เขาวัวหล่อนที่หลุดเอง
ญาท่านเภา ท่านใช้เขาวัวหล่อน (หลุดล่อนเอง) ในทางปฏิบัติ ส่วนในทางตำราเขียนเพียงให้ใช้เขามาควัดเป็นรูปวัวธนู

วันที่ได้เข้ากราบครู
ตำราพบหลายสำนวน เราใช้สายเราเป็นหลักเนาะ อย่างน้อยผมก็เคยร่วมนั่งเสกกับท่าน

ถวายวัวธนูให้ท่านเมตตาเสก
คงพอเห็นภาพว่า… ดีทางแข่งขันอย่างไร
ต่อมือครู
วัวเขาตำรานี้ผมเพิ่งเคยออกในนามตัวเอง แต่ในวัยหนุ่มผมทราบถึงกิตติศัพท์ของวิชา และเคยแสวงมวลสารในการสร้างครั้งนั้น
วันหุงสีผึ้งอิทธะเจ
วันนั้นผมหุงสีผึ้งอิทธะเจ มี อ.อ้วน ศิษย์เอกญาท่านเภา ช่วยหุง

วันหุงสีผึ้งอิทธะเจ
ตอนค่ำ ยกพาน วัวธนู ช้างน้ำ ตะกรุด ๑๐๘ วัวเขา อาราธนาให้ท่านเสกให้บนหิ้งของท่าน

ของที่ยกขึ้นพาน — ตะกรุด ๑๐๘ วัวธนู ช้างน้ำ และน้ำมัน

หิ้งของท่าน
ผมมานั่งรอที่พื้น อ.อ้วนดึงสายสิญจน์มามอบให้ผม แล้วบอกว่า — หลวงปู่ท่านให้เสกด้วย

ค่ำนั้น

ท่านเป่าลงสายสิญจน์

สายสิญจน์ที่ส่งมาถึงมือ
เรียนวิชาต้องล้างพู่กันก่อน
ผมเองเวลาเสกของ ก็มักจะเรียกศิษย์มาร่วมเสกด้วย เพราะถือว่าเป็นการฝึกหัด เป็นการทำในสายตาครู ผมจะมอบบทคาถาที่เหมาะกับเขาในการช่วยเสก มักเป็นบทตั้งธาตุ ซึ่งถือว่าสำคัญ ส่วนบทบังคับที่เรายกเรียนมาโดยลำพังตัว ก็เป็นหน้าที่ของเรา
การจะเป็นวิชาใด ๆ จึงมีกระบวนการ มีการฝึกหัด ไปเรียนวาดภาพก็ต้องล้างพู่กัน เหลาดินสอเสียก่อน
หากซื้อตำรามาอ่านเองเรียนเอง อาจหลอกเขาได้ เพราะเอาแต่นั่งหลับตาท่องจำ องค์ประกอบเช่นเหลาดินสอ ล้างพู่กันอย่างไรจึงควร ก็จะไม่รู้
คนไม่เคยเลี้ยงวัวธนู ไฉนจะทำวัวธนูได้ ไม่เคยกินแกงระแวง จะปรุงรสอย่างไร
วัวเขาอ้ายกำพร้านี้ผมบูชามา ให้พรรคพวกลองบูชา จึงพบว่าเป็นวิชาดีอีกตำรา
อุปเท่ห์ในตำราญาท่านเภา
เพ็งอังคารที่ผ่านมา แม้ไม่ได้เป็นฤกษ์บังคับในการทำวัวตำรับนี้ แต่เพ็งอังคารกลายเป็นวาระส่วนตัวในการสร้างวัวของผม วาระนี้ผมได้ทำพิธีในโบสถ์อาวาสของหลวงปู่คำดี จันโท ยโสธร

วาระเพ็งอังคาร ในโบสถ์อาวาสหลวงปู่คำดี จันโท ยโสธร
วัวตำรานี้ พระยาอินสูนให้ท้าวกำพร้าไว้แข่งพนันเอาเมืองกันตามนิทาน จึงใช้ทางค้าขายขันแข่งกัน ตามอุปเท่ห์ในตำราญาท่านเภาที่ผมสืบมา มีสำนวนดังนี้
แม่นว่าอุปัทวอันตราย ข้าศึกก็ดี ผีโหง ผีห่า ผีเป้า ผีป่า แลคนชนก็ดี ก็บ่อาจจักกระทำร้ายได้แล คันว่าไข้เจ็บหัวมัวตา ปวดท้อง ให้แช่น้ำกิน จักมีอายุยืนแท้แล คันว่าจักให้มีสมบัติข้าวของมากหลายก็ดี ให้เอาน้ำส้มป่อยสระสรง ให้หันหัววัวในเบื้องที่จักไป (ค้าขาย) นั้นเทอญ จักได้ดังปรารถนาแห่งตนแท้แล ก็กลับคืนบ้านที่อยู่แห่งตนแล (เดินทางไปกลับโดยปลอดภัย)
บ่ายหน้าวัวไปทางที่จะไปค้า
อารมณ์เหมือนพ่อค้าวัวต่าง หรือนายฮ้อยไปค้าขายทางไกล ก็บ่ายหน้าวัวไปทางนั้น

อักขระบนลำตัว
พกเป็นคู่
อีกนัยที่น่าสนใจคือ พบหลายตำราให้พกวัวนี้เป็นคู่ — พกเดี่ยวครูท่านว่าทำได้
ตำรานี้อานุภาพไม่ครอบจักรวาล (พันช่อง) เหมือนวัวครั่งพันช่อง แต่คงเหมาะกับสถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ วัวตำรานี้ท่านเน้นพกไปค้าขาย ค้ำคูณเป็นหลัก และยังป้องกันตัวด้วย
หวังว่ายามข้าวยากหมากแพง คงได้เป็นแรงใจ เป็นปัจจัยพิเศษในการสู้เพื่อคนที่เรารักครับ
วัวธนูอ้ายกำพร้า วาระเพ็งอังคาร — เสกในโบสถ์อาวาสหลวงปู่คำดี จันโท ยโสธร ไม่มีกรรมวิธีพิสดาร ทำไม่มาก ไม่ได้ทำการตลาด ท่านใดสนใจ ติดต่อสอบถามทางสำนักได้ครับ
หมายเหตุ: เรื่องเล่า ตำรา และประสบการณ์ทั้งหมดในบทความนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนได้พบเห็นและได้ฟังต่อกันมา บันทึกไว้ตามที่เป็น มิได้เป็นการรับประกันผลแต่อย่างใด